จุลินทรีย์กับขี้ควายทำให้หายโง่!

หลังจากบทความเรื่อง “ช็อกเทอราปีที่ชื่อน้ำ” ลงตีพิมพ์ที่นี่เมื่อวันพุธที่ 23พฤศจิกายนที่ผ่านมา และได้นำเสนอการแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งเชิงรุกโดยส่งเสริมให้มีพื้นที่น้ำประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เกษตรโดยให้ชาวบ้านขุดบ่อขุดสระกระจายไปทั่วประเทศทันที ซึ่งจะเก็บรวมน้ำได้มากกว่าเขื่อนที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบันกว่า 3 เท่า ก็มีผู้แสดงความคิดเห็นด้วยเข้ามามากมาย แต่มีข้อสังเกตุตรงกันจากหลายๆท่านเกรงว่าเมื่อขุดไปแล้วจะกลายเป็น “สระลม” เพราะกักเก็บน้ำไว้ไม่อยู่ ซึ่งหากเป็นสมัยก่อน ก็คงขุดชุดความรู้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะเอาชนะธรรมชาติเข้าแก้ปัญหาโดยคิดใช้แผ่นพลาสติกปูพื้นก้นบ่อ ซึ่งก็มีทั้งชนิด PE, LDPE, PVC ราคาตารางเมตรละประมาณ 20 บาทขึ้นไปจนถึง 200 กว่าบาท หรืออาจคิดไกลไปถึงการสร้างบ่อคอนกรีตต้นทุนแพงมหาศาล จนโครงการต้องค่อยๆดำเนินการวิ่งตามแก้ปัญหาไม่ทันเพราะงบประมาณไม่เพียงพอ

 

แต่เมื่อนึกถึงตอนที่เดินทางไปภาคเหนือเพื่อเยี่ยมเครือข่ายศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างแวะเยี่ยมเกษตรกรตายายคู่หนึ่ง ซึ่งขณะนั้นมีกลุ่มนักศึกษามาออกค่ายอาสาช่วยสร้างบ้านดินและขุดสระเก็บน้ำ คุณตาได้ปรารภในวงสนทนาเช่นเดียวกับผู้หวังดีที่กล่าวถึงว่า ในช่วงแรกสระน้ำอาจจะเก็บน้ำไม่อยู่ อาจใช้เวลาหลายปีกว่าน้ำจะเต็ม ซักครู่ก็มีเสียงดังเหมือนของหนักๆตกลงในน้ำ เมื่อมองไปตรงที่ที่ห่างไปประมาณ 100 เมตรก็เห็นเจ้าควายตัวหนึ่งกำลังพลิกตัวในบ่อเล็กๆทำให้น้ำพุ่งกระจายขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็น เมื่อถามคุณตาคุณยายว่าทำไมน้ำในบ่อนั้นจึงขังอยู่ได้ไม่รั่วซึมหมดไป คุณยายก็เฉลยว่า ก็ขี้ควายไง ตรงบริเวณนั้นเป็นบ่อหญ้าที่ลึก มีควายไปถ่ายเอาไว้แล้วก็ย่ำอยู่ตลอดในน้ำขัง คงจะเป็นเหมือนแผ่นรองก้นบ่อกันน้ำรั่ว แล้วยายยังเล่าต่ออย่างมั่นใจว่าสมัยก่อนรุ่นพ่อของคุณยายสานชะลอมขึ้นจากไม้ไผ่แล้วเอามูลวัวควายมายาไว้จนทั่ว ทำหน้าที่เหมือนชันยาอุดรูรั่วแล้วตากแห้งเพื่อเป็นภาชนะใส่น้ำไปกินใช้ในไร่นา เพื่อยืนยันถึงประสิทธิภาพของขี้วัวขี้ควายว่าสามารถเก็บน้ำอยู่ ภูมิปัญญาเรื่องมูลสัตว์ที่ช่วยทำให้บ่อเก็บน้ำอยู่ก็หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาอีกหลายเรื่อง ตัวอย่างเช่นการเลี้ยงเป็ดจำนวนมากในสระน้ำหลังขุดใหม่ๆ แล้วทะยอยสูบน้ำเข้า เมื่อแห้งก็เติม ส่วนเป็ดก็ทำหน้าที่ทั้งถ่าย กิน ย่ำไม่นานก็เก็บน้ำได้ดี

 

หลังจากปี 2529 ที่ ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ แนะนำการใช้กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพที่เรียกว่า “อีเอ็ม” (EM – Effective Micro-organism) เข้าสู่ประเทศไทย เป็นเวลาร่วม 20 ปีที่คนไทยกลุ่มต่างๆได้ศึกษาค้นคว้าทดลองพัฒนาและขยายผลการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์กลุ่มนี้อย่างกว้างขวาง โดนเฉพาะเพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีและการบำบัดน้ำเสีย แต่ก็ยังนับเป็นแค่คนกลุ่มย่อย เป็นชนกลุ่มน้อยเมื่อเทียบเท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมีและการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีอื่นๆ เช่นเคมีบำบัดและวิธีการกรอง จนในที่สุดสถานการณ์ก็สร้างวีระบุรุษ สถานการณ์วิกฤตน้ำเน่าเสียจำนวนมากมายมหาศาลก็สร้างจุลินทรีย์ให้เป็นฮีโร่เข้ามามีบทบาทอย่างแพร่หลายทลายกำแพงปัญญาความเชื่อเดิมๆ มีน้ำหมักจุลินทรีย์หลายล้านลิตร ลูกบอลจุลินทรีย์หลายล้านลูก ถูกส่งลงไปปฏิบัติการบำบัดน้ำเสียในชื่อเรียกที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กลุ่มที่ยังคงชื่อเดิมว่า EM, พด. 6 (กรมพัฒนาที่ดิน), DASTA (อพท.), EMRO (ที่ทหารบกใช้), อะตอมมิคนาโน หรือ สรรพสิ่ง (เทคโนโลยีสรรพสิ่ง) หรือ ระเบิดจุลินทรีย์รสจืด (กลุ่มกสิกรรมธรรมชาติ) แต่ละกลุ่มแต่ละเครือข่ายล้วนมีพื้นฐานจิตอาสาต้องการฟื้นฟูความสมบูรณ์และสมดุลของธรรมชาติและต่างได้เพียรให้ความรู้ส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้จริงจนมีผลในการปฏิบัติเป็นรูปธรรมความสำเร็จไปได้มากมาย

 

นอกจากการใช้บำรุงดินแทนปุ๋ยเคมีและการบำบัดน้ำเสียแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ในรูปแบบอื่นๆ เช่นการช่วยให้ชาวบ้านหนองระเวียง นครราชสีมา ใช้จุลินทรีย์ที่เรียกสรรพสิ่งของ คุณอดิศร พวงชมพู และ อาจารย์กิตติ์ธเนศ รังคะวรเศรษฐ์ โดยวิธีง่ายๆด้วยการนำดินก้นบ่อที่เก็บน้ำไม่อยู่มาหมักผสมกับจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ตากให้แห้ง แล้วใส่กลับลงไป เปรียบเสมือนการเอาจุลินทรีย์เดิมก้นบ่อมาแต่งงานกับจุลินทรีย์สายพันธุ์ดีแล้วเกิดลูกหลานในอัตราเร่งที่สูงมาก จึงเกิดซากจุลินทรีย์รวมกับซากแพลงก์ตอนสาหร่ายทับถมกันทำให้เกิดโคลนตมที่กลายเป็นเหมือนพลาสติกรองก้นบ่อจนเก็บน้ำได้

 

เมื่อนำเอาผลของการใช้มูลสัตว์ชนิดต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นที่ให้ผลลัพธ์เดียวกันในการทำให้บ่อเก็บน้ำได้ จึงน่าจะเพียงพอที่จะทำให้ท่านที่ยังเป็นห่วงว่าหากส่งเสริมให้ขุดสระเป็นเขื่อนตาข่ายน้ำไปทั่วประเทศแล้วจะกลายเป็นสระลมไม่มีน้ำ ได้คลายความกังวลลงแล้วมาร่วมกันสนับสนุนผลักดันเทคโนโลยีต้นทุนต่ำปฏิบัติได้จริงเหมาะที่จะส่งเสริมสู่คนส่วนใหญ่ ไม่ยุ่งยาก แต่ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่อย่างคาดไม่ถึง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักคิด นักวิชาการ และผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายจะได้มุ่งความสนใจให้เกิดการวิจัยค้นคว้าองค์ความรู้เรื่องจุลินทรีย์ เพื่อส่งเสริมกลุ่มขับเคลื่อนต่างๆที่ทำการวิจัยเชิงประจักษ์ให้เห็นแล้วได้มีผู้สนับสนุนที่มีทั้งคน อุปกรณ์ และงบประมาณที่เหนือกว่า โดยตัดอคติก้าวออกจากโมหะภูมิ เปิดใจรับการเรียนรู้ซึ่งกันและกันประกอบเป็นชุดความรู้ใหม่ที่สมบูรณ์ได้รับทั้งประโยชน์และมีการป้องกันผลกระทบหรือโทษที่จะตามมาให้รอบด้านอย่างแท้จริง +++

จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย ฉบับวันที่ 5 ธันวาคม 2554
ขอบคุณที่มา บันทึกของ ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์

ข้าว 85 สายพันธุ์ข้าวธัญญาหาร

1. สินเหล็ก

ข้าว สินเหล็ก เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนา โดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 (พันธุ์แม่) ซึ่งเป็นของสถาบันวิจัยข้าว กับข้าวเจ้าหอมนิล (พันธุ์พ่อ) ของศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเริ่มดำเนินการ เมื่อ พ.ศ. 2545 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

เมื่อได้ลูกผสม F1 ปล่อยให้มีการผสมตัวเอง แล้วเก็บเมล็ด F2 มาปลูกต่อ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10,000 ต้น คัดเลือกต้น F2 จากการสังเกตลักษณะต้นที่ให้ผลผลิตดี การติดเมล็ดดี รูปร่างเมล็ดเรียวยาว มีกลิ่นหอม ได้จำนวน 500 ต้น ในปีเดียวกัน จากนั้นประเมินคุณภาพเมล็ดโดยกะเทาะเมล็ด แล้วสังเกตความสม่ำเสมอ สังเกตความใส-ขุ่น ของเมล็ด การแตกหักจากการสี แล้วจึงคัดเลือก F3 family ได้ 300 ครอบครัว

ปลูกครอบครัว F3 จำนวน 16 ต้น ต่อครอบครัว แบบปักดำ คัดเลือกต้นครอบครัวที่มีต้นที่ให้ผลผลิตสูง ติดเมล็ดดี ขนาดเมล็ดใหญ่ ยาวเรียว ไม่เป็นโรคไหม้คอรวง เปลือกเมล็ดสะอาด คัดพันธุ์ที่มีเมล็ดสีขาว น้ำหนักเมล็ดต่อครอบครัวดี แล้วคัดเลือกภายในครอบครัวดี แล้วคัดเลือกภายในครอบครัวให้ได้จำนวนประมาณ 2-5 ต้น ในปี 2546 และทำเช่นนี้อีกในรุ่น F4 และ F5 ในปี 2547

จาก นั้นเปรียบเทียบผลผลิตในรุ่น F6 และ F7 ในปี 2548 โดยเลือกครอบครัว F6 จำนวน 96 ครอบครัว ปลูกแบบปักดำ จำนวน 25 ต้น ต่อครอบครัว ทำเป็น 3 ซ้ำ เพื่อเปรียบเทียบผลผลิต ลักษณะที่แสดงออก ปริมาณธาตุเหล็กและคุณค่าทางโภชนาการ แล้วคัดเลือกต้นดีเด่นภายในครอบครัวแล้ว bulk ให้ครอบครัว F7 เพื่อปลูกเปรียบเทียบผลผลิตเป็นครั้งที่ 2 และวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ค้นพบข้าวหอม สีขาว ที่มีธาตุเหล็กสูงและคุณสมบัติโภชนาการโดยรวมดีเด่น 1 สายพันธุ์ ในปี 2548 โดยใช้ชื่อพันธุ์ว่า “สินเหล็ก”

ลักษณะประจำพันธุ์
ความสูง 148 เซนติเมตร
อายุเก็บเกี่ยว 125 วัน
ผลผลิต 600-700 กิโลกรัม ต่อไร่
เปอร์เซ็นต์ ข้าวกล้อง 76%
เปอร์เซ็นต์ ต้นข้าวหรือข้าวเต็มเมล็ด 50%
รูปร่างเมล็ด เรียวยาว
ความยาวของเมล็ด ข้าวเปลือก 11 มิลลิเมตร ข้าวกล้อง 7.6 มิลลิเมตร ข้าวขัด 7.0 มิลลิเมตร
สีของข้าวกล้อง สีน้ำตาลอ่อน
ปริมาณอะมิโลส 16.7%
อุณหภูมิแป้งสุก (GT) น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส
ปริมาณธาตุเหล็ก 1.5-2.0 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม
ดัชนีน้ำตาล ปานกลางในข้าวกล้อง 58 ข้าวขัด 72

ข้าว พันธุ์สินเหล็ก กำลังอยู่ในขั้นปลูกประเมินพันธุ์ ประกอบการขอจดคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร คาดว่าจะถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไปในอนาคต ในทางเศรษฐกิจ ข้าวสินเหล็กเป็นที่ต้องการในตลาดโภชนาการเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่สูงและมีดัชนีน้ำตาลในระดับปานกลางถึง ต่ำ จึงทำให้เมล็ดข้าวสินเหล็กมีมูลค่าสูง

2. ไรซ์เบอร์รี่

ข้าว ไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกและพัฒนา โดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (พันธุ์พ่อ) กับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จากสถาบันวิจัยข้าว (พันธุ์แม่) โดยเริ่มผสมพันธุ์เมื่อปี พ.ศ. 2545 ณ ศูนย์วิจัยข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

เมื่อได้ ลูกผสม F1 ปล่อยให้มีการผสมตัวเอง แล้วเก็บเมล็ด F2 มาปลูกต่อ ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10,000 ต้น คัดเลือกต้น F2 จากการสังเกตลักษณะทรงต้นที่ให้ผลผลิตดี การติดเมล็ดดี รูปร่างเมล็ดเรียวยาว ได้จำนวน 500 ต้น ในปีเดียวกัน จากนั้นประเมินคุณภาพเมล็ดโดยกะเทาะเมล็ดแล้วสังเกตความสม่ำเสมอ สังเกตความใส-ขุ่น ของเมล็ด การแตกหักจากการสี แล้วจึงคัดเลือก F3 family ได้ 300 ครอบครัว

ปลูกครอบครัว F3 จำนวน 16 ต้น ต่อครอบครัว แบบปักดำ คัดเลือกต้นครอบครัวที่มีต้นที่ให้ผลผลิตสูง ติดเมล็ดดี ขนาดเมล็ดใหญ่ ยาวเรียว ไม่เป็นโรคไหม้คอรวง เปลือกเมล็ดสะอาด คัดพันธุ์ที่มีเมล็ดข้าวกล้องสีม่วงเข้ม-ดำ น้ำหนักเมล็ด ต่อครอบครัวดี แล้วคัดเลือกภายในครอบครัวดี แล้วคัดเลือกภายในครอบครัวให้ได้จำนวนประมาณ 2-5 ต้น ในปี 2546 และทำเช่นนี้อีกในรุ่น F4 และ F5 ในปี 2547

จาก นั้นเปรียบเทียบผลผลิตในรุ่น F6 และ F7 ในปี 2548 โดยเลือกครอบครัว F6 จำนวน 96 ครอบครัว ปลูกแบบปักดำจำนวน 25 ต้น ต่อครอบครัว ทำเป็น 3 ซ้ำ เพื่อเปรียบเทียบผลผลิต ลักษณะที่แสดงออก ปริมาณธาตุเหล็กและปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ แล้วคัดเลือกต้นดีเด่นภายในครอบครัวแล้ว bulk ให้ครอบครัว F7 เพื่อปลูกเปรียบเทียบผลผลิตเป็นครั้งที่ 2 และวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ค้นพบข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการโดยรวมดีเด่น 1 สายพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2548 โดยใช้ชื่อพันธุ์ว่า “ไรซ์เบอร์รี่”

ลักษณะประจำพันธุ์
ความสูง 106 เซนติเมตร
อายุเก็บเกี่ยว 130 วัน
ผลผลิต 750-850 กิโลกรัม ต่อไร่
เปอร์เซ็นต์ ข้าวกล้อง 76%
เปอร์เซ็นต์ ต้นข้าวหรือข้าวเต็มเมล็ด 50%
ความต้านทานโรค ต้านทานโรคไหม้
รูปร่างเมล็ด เรียวยาว
ความยาวของเมล็ด ข้าวเปลือก 11 มิลลิเมตร ข้าวกล้อง 7.5 มิลลิเมตร ข้าวขัด 7.0 มิลลิเมตร
ปริมาณอะมิโลส 15.6%
อุณหภูมิแป้งสุก (GT) ระดับ 7 (น้อยกว่า 70 องศาเซลเซียส)
ปริมาณธาตุเหล็กสูง 1.5-1.8 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม
ปริมาณสารเบต้าแคโรทีน 60 ไมโครกรัม ต่อ 100 กรัม
ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่ละลายน้ำ 4,755 mnol ascorbic acid eq./g.
ปริมาณสารต่อต้านอนุมูลอิสระชนิดละลายในน้ำมัน 3,344 nmol Trolox eq./g.

ข้าว พันธุ์นี้กำลังอยู่ในขั้นปลูกประเมิน ประกอบการขอจดคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ คาดว่าจะถ่ายทอดสู่เกษตรกรต่อไปในอนาคต ในทางเศรษฐกิจ ข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นที่ต้องการในตลาดโภชนาการเป็นอย่างมาก เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในปริมาณที่สูง จึงเป็นตัวผลักดันให้เมล็ดข้าวไรซ์เบอร์รี่มีมูลค่าสูง Contine reading

เห็ดฟางอย่างง่าย

ฟางข้าว >>>
อาหารสัตว์ อาหารคน อาหารดิน
ได้รับประโยชน์กันถ้วนหน้า
มีทางเลือกมากกว่า การไถกลบฟางข้าว

> เก็บเห็ดฟางหมดแล้ว ก็ได้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้วัสดุเพาะปลูกพืชผักปลอดภัย สำหรับครอบครัว ลดรายจ่าย ได้หลายทาง
ตามสูตร http://goo.gl/f0zJg0

ปล.เหมาะสำหรับทำหน้าร้อน/หน้าฝน ทำหน้าหนาวไม่ค่อยออก อุณหภูมิไม่ได้

ขยายเชื้อเห็ดฟาง ง่ายนิดเดียว

แนะนำให้ขยายเชื้อเองเลยครับ
1. ซื้อดอกเห็ดที่ตลาด…เลือกที่ดอกตูมๆ ไม่บาน
2. ใช้ไส้ในลังกระดาษ แช่น้ำให้เปียกๆ แล้วล้างให้สะอาด
3. ใช้ถุงหรือกระปุกอะไรก็ได้ในการเก็บความชื้นให้เชื้อเห็ดขยาย
4. ใช้ก้านดอกเห็ดฟาง…วางลงไปบนกระดาษที่เตรียมแล้ว
5. รอเวลา ไม่กี่วันก็ได้เชื้อเห็ดไปใช้ตามต้องการแล้วครับ
…วิธีนี้ไม่ต้องใช้ตู้เขี่ยเชื้ออะไรเลย  ทำในห้องธรรมดาไม่มีลมพัดก็พอครับ  ทำออกมาแล้วปลอดเชื้อปนเปื้อนแน่นอนครับ.

– คัดเลือกเอาส่วนก้านดอกที่เริ่มบาน(แต่ยังไม่บาน)

– รอบนี้ผมใช้ถุงร้อน ซึ่งหาง่ายดีไม่ยุ่งยาก (เผื่อหลายๆ ท่านจะลองทำตามนะครับ)

– รอบนี้ไม่ตัดกระดาษออกเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อสะดวกในการขยายเชื้อ (เส้นใยใช้ได้แล้วรอทำอาหารเหลวต่อไป)

ที่มา http://pantip.com/topic/30036479

การทำเชื้อเห็ดฟางสดจากข้าวเปลือก

บรรยายด้วยภาพครับ หลังจากต้มข้าวเปลือกให้บานหรือแตก 50% แล้วทิ้งสะเด็ดน้ำให้แห้งผึ่งให้เย็นสนิทในที่อับลมนะครับ แล้วจึงนำมาใส่ถุงใส่เห็ดฟางดังรูปนะครับ

ภาพนี้หลังจากทิ้งไว้ 1 วันขึ้นไป สังเกตุเห็นว่าที่ชิ้นเห็ดจะมีราสีขาวขึ้นฟูรอบชิ้นเห็ด ครับสำเร็จแล้วครับก้าวแรกเชื้อขึ้นแล้วต้องรอให้เชื้อเดินเต็มถุง ครับจะเห็นว่ามีไอน้ำเกาะถุงมากจริงๆ อันนี้แหละครับที่เป็นห่วงมากๆๆๆๆ เพราะมันแสดงว่ามันชื้นจัดมากกลัวจะทำให้เน่าเสียก่อน ต้องลุ้นกันต่อไปครับ

ครับภาพนี้หลังจากบ่มเชื้อที่อุณหภูมิห้อง เชื้อเดินเต็มหน้าด้านบนแล้วและเจริญเติบโตลงก้นถุงใช้เวลา 8 วันแล้วครับใกล้จะใช้ได้แล้วครับ ตามทฤษฎีเขาบอกว่าใช้เวลา 10-15 เชื้อจะแก่เต็มที่เหมาะที่จะไปเพาะให้เป็นดอกเห็ดครับ ทำไว้ 4 ถุง เสียไป 1 ถุงโดนราเขียวลุยครับ

ครับสำหรับการทำเชื้อเห็ดฟางสดจากข้าวเปลือกก็ขอจบแค่นี้ต้องการรายละเอียดเพิ่มก็คุยกันในหน้านี้ได้ครับ  ต่อไปจะต้องเตรียมเพาะเห็ดฟางคิดว่าจะใช้วิธีเพาะเห็ดฟางในตระกล้า แล้วจะนำเสอนต่อไปครับ

 

http://www.gotoknow.org/posts/489208